ทฤษฎีว่าด้วยอนิเมะปลายรัชสมัยเฮย์เซย์

Admin Oct 16 2020

อนิเมะเป็นสื่อรื่นเริงแท้ๆ แต่ทำไมหัวข้อดูซีเรียสจัง? ANNGLE ยอมรับค่ะว่าหัวข้ออาจจะดูน่าเบื่อ ~แต่บางทีถ้าคุณใจเย็นๆ และฟังฉันสักหน่อย~ เนื้อหาในนี้อาจจะทำให้เรามองเสน่ห์ของอนิเมะในมุมมองใหม่ที่เป็นมากกว่าแค่สื่อสำราญใจ และอาจะไขข้อสงสัยว่าทำไมเราถึงชอบอนิเมะนัก (รวมทั้งอาจจะตอบพ่อแม่ผู้ปกครองของเราได้ด้วยค่ะว่า “ดูอนิเมะดียังไง”)

Anime is Culture
ตั้งแต่อายุเท่าโคนันจนโตพอจะเป็นพ่อแม่โคนันได้ เชื่อว่าหลายๆ คนคงโตมากับอนิเมะ และแวดวงอนิเมะก็เติบโตตามผู้ชมด้วย โดยเฉพาะในช่วงปีค.ศ. 2010 – 2019 ที่สิ้นสุดรัชสมัยเฮย์เซย์ (平成) อนิเมะได้เปลี่ยนเป็นวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ดึงให้คนหันมาสนใจญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นทุกปี ด้วยอาการของเนื้อหาที่เป็น Infotainment และ Edutainment ที่ให้ทั้งข้อมูลและเป็นสื่อการเรียนรู้ การดูอนิเมะจึงให้มากกว่าแค่ความหรรษาแค่นั้นนอกจากนี้ เช่นเดียวกันกับการศึกษาผลงานวรรณกรรมหรือศิลปะ การศึกษาบริบทในอนิเมะอย่างจริงจังยังช่วยให้เราเห็นวิธีการมองและรับรู้โลกของคนญี่ปุ่นได้อีกด้วย

อนิเมะกับการส่งต่อและเล่าใหม่ทางวัฒนธรรม
Kimi no Na Wa (君の名は) เป็นตัวอย่างหนึ่งของการส่งต่อวัฒนธรรมญี่ปุ่น โดยความเชื่อในวัฒนธรรมญี่ปุ่นที่ปรากฏชัดในเรื่องคือ “ความฝัน” ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ทากิและมิตสึฮะที่เป็นพระนางของเรื่องสลับร่างกัน แม้ปัจจุบันเราจะมองว่าความฝันเป็นการฉายภาพเรื่องราวหรือประสบการณ์ในอดีต แต่ความฝันในความเชื่อของญี่ปุ่นถือเป็นข้อความบอกเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจากเทพหรือคนตาย ซึ่ง Kimi no Na Wa ได้รับอิทธิพลจากความเชื่อนี้ และประสบความสำเร็จในการทำหน้าที่ส่งต่อความเชื่อนี้สู่สังคมปัจจุบัน



และถ้าเอ่ยถึงการเล่าใหม่ทางวัฒนธรรม Hozuki no Reitetsu (鬼灯の冷徹) ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่น่าสนใจ ด้วยฉากหลังที่เป็นนรกของญี่ปุ่นและลายเส้นที่ได้อิทธิพลมาจากภาพวาดอุคิโยะเอะ (浮世絵) Hozuki no Reitetsu นำเสนอความเชื่อเรื่องโลกหลังความตายและศิลปะของญี่ปุ่นควบคู่ไปกับเรื่องวุ่นๆ ของตัวละครในนรกที่ตลกร้ายและเสียดสีสังคมญี่ปุ่นในปัจจุบันไปพร้อมๆ กัน ซึ่งทำให้ผู้ชมคล้อยตามและรับรู้นรกในภาพลักษณ์ใหม่ได้ไม่ยาก นับเป็นอีกผลงานหนึ่งที่ส่งต่อและเล่าวัฒนธรรมญี่ปุ่นใหม่ได้อย่างพอดี



อนิเมะกับการเล่าเรื่องมืดหม่นด้วยตัวละครน่ารัก
Kemono Friends (けものフレンズ) เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในจาปาริ พาร์ค สวนสัตว์ที่มีตัวละครสัตว์ซึ่งในเรื่องถูกบุคคลวัตให้มีรูปร่างเหมือนคน วันหนึ่ง คาบัง สิ่งมีชีวิตที่ไม่เหมือนสัตว์ตัวไหนปรากฏตัวขึ้น และแมวเซอร์วัลที่พบคาบังก็พาคาบังออกเดินทางเพื่อให้ค้นหาตัวตนจนพบว่าคาบังคือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “มนุษย์” เพราะคาบังสามารถอ่านเขียนได้ ใช้อุปกรณ์ได้ ใช้ไฟได้ และอื่นๆ ซึ่งการเดินทางเพื่อให้ค้นหาตัวตนของคาบังนับเป็นการเดินทางเพื่อให้ค้นหาว่า “มนุษย์คืออะไร” และเมื่อดูไปเรื่อยๆ ผู้ชมก็อดคิดไม่ได้ว่าจาปาริ พาร์คที่เป็นฉากหลังของเรื่องนั้น ที่จริงแล้วเป็นโลกภายหลังที่มนุษย์ล่มสลายแล้วไหม ถึงอย่างนั้น ตัวละครที่น่ารักก็ช่วยแบ่งเบาความมืดหม่นของเรื่องลงและทำให้ผู้ชมยังอยากติดตามต่อไปเรื่อยๆ ได้



อนิเมะกับการสนองตอบต่อสงคราม
ถ้าเอ่ยถึงอนิเมะที่ผูกยึดกับสงคราม หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้น Mobile Suit Gundam (機動戦士ガンダム) อนิเมะขวัญใจใครหลายๆ คน เริ่มจากภาค U.C. ที่เป็นไทม์ไลน์หลักของเรื่อง ซึ่งโดยแก่นแท้แล้วเป็นการสะท้อนถึงความขัดแย้งในสงครามโลกครั้งที่สองและสงครามเย็น ต่อมาภาค 00 เป็นการสะท้อนถึงเหตุการณ์เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ตอนวันที่ 11 เดือนกันยายน ค.ศ. 2001 และความหวาดกลัวต่อสงครามครั้งใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้น และภาพความหายนะหลัง “สงครามมหาวิบัติ” ในภาค Iron-Blooded Orphans ที่เริ่มฉายเมื่อค.ศ. 2015 ก็เป็นการสะท้อนถึงเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในโทโฮคุ (東日本大震災) เมื่อปีค.ศ. 2011 สำหรับใครที่คิดจะกลับไปดู Gundam ใหม่ตั้งแต่ต้น การดู Gundam ในฐานะอนิเมะที่สะท้อนสงครามและปัญหาสังคมก็อาจจะทำให้เราสนุกไปกับอนิเมะเรื่องนี้ได้มากกว่าเดิม



เริ่มสนใจศึกษาอนิเมะอย่างจริงจัง?
สำหรับใครที่อยากศึกษาอนิเมะอย่างจริงจังเพิ่มเติม ANNGLE ขอแนะนำ “Heisei Saigo no Anime Ron (平成最後のアニメ論)” หนังสือที่จะพาผู้อ่านไปเจาะลึกว่าอนิเมะในช่วงปีค.ศ. 2010 เป็นต้นมาจนสิ้นสุดรัชสมัยเฮย์เซย์ (ค.ศ.2019) มีลักษณะเด่นอะไรและบอกอะไรเราเกี่ยวกับญี่ปุ่นได้บ้าง แล้วเราจะพบว่าอนิเมะและสังคมของเราสะท้อนกันและกันยังไงบ้างค่ะ

รายละเอียดหนังสือ
Heisei Saigo no Anime Ron

ชื่อหนังสือ: Heisei Saigo no Anime Ron (平成最後のアニメ論)
ผู้เขียน: มาจิกุจิ เท็ตสึโอะ (町口 哲生)
สำนักพิมพ์: POPLAR Publishing (ポプラ社)